ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 เรื่อง แนวทางความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ. 2568 เจาะลึกแนวปฏิบัติ 5 ด้าน และกลไกขับเคลื่อนสำคัญในกรอบมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
ส่วนที่ 3: แนวปฏิบัติเชิงลึกและกลไกการขับเคลื่อน – ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
นอกเหนือจากโครงสร้างและกระบวนการจัดทำเอกสารในภาพรวม เอกสาร ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 หรือ ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ แนวทางการจัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2568 ยังได้ลงรายละเอียดในเชิงลึกผ่านเอกสารแนบท้ายประกาศต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ที่แข็งแกร่งให้กับหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) เอกสารแนบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำแนะนำทั่วไป แต่เป็นการรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดและข้อกำหนดเฉพาะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในแต่ละมิติ
ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 – โครงสร้างแนวปฏิบัติเชิงลึกตามกรอบ 5 ด้านของ NIST
เอกสารแนบท้ายประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 ครอบคลุมมาตรการสำคัญต่างๆ ตามกรอบมาตรฐาน 5 หัวข้อหลัก (Identify, Protect, Detect, Respond, Recover) ซึ่งแต่ละหัวข้อมีความเชื่อมโยงและเสริมซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ:
- Identify (การระบุความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น): ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจสินทรัพย์และสภาพแวดล้อมทางไซเบอร์ขององค์กร
แนวทางการจัดการทรัพย์สิน (เอกสารแนบ 4) : กำหนดให้หน่วยงานต้องจัดทำและบำรุงรักษาทะเบียนทรัพย์สินอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงข้อมูลฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย บุคลากร และสถานที่ การจัดการทรัพย์สินที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อื่นๆ เพราะช่วยให้ระบุสินทรัพย์สำคัญที่ต้องปกป้อง และยังต้องจัดการกับ Shadow IT (เทคโนโลยีสารสนเทศเงา) ที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่รู้จัก ความจำเป็นในการดำเนินการนี้คือการสร้าง “ภาพรวมที่ชัดเจน” ของสิ่งที่ต้องปกป้อง ซึ่งหากไม่มีข้อมูลนี้ การจัดการความเสี่ยงขององค์กร ก็จะทำได้อย่างไม่แม่นยำ
แนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (เอกสารแนบ 2) : อธิบายกระบวนการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยให้นิยามความเสี่ยงว่าเป็นฟังก์ชันของโอกาสเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) พร้อมทั้งกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ขององค์กร ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ (เช่น การเงิน พลังงาน สาธารณสุข การขนส่ง) ความจำเป็นคือการให้หน่วยงาน “เข้าใจ” ความเสี่ยงที่แท้จริง เพื่อจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด
- Protect (มาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น): ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 มุ่งเน้นการวางมาตรการเพื่อลดโอกาสการเกิดภัยคุกคาม
แนวทางการจัดการการควบคุมการเข้าถึง (เอกสารแนบ 7) : กำหนดให้มีมาตรการควบคุมการเข้าถึงที่รัดกุมสำหรับบุคลากร อุปกรณ์ และอินเทอร์เฟซที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น รวมถึงการจัดการสิทธิ์พิเศษ (Privileged Access Management – PAM) การแยกการควบคุมออกเป็นภายในและภายนอกองค์กร และการใช้ระบบบันทึกส่วนกลาง (Centralized Log Management) ความจำเป็นคือการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีส่วนใหญ่
แนวทางการทำให้ระบบมีความแข็งแกร่ง (System Hardening) (เอกสารแนบ 8) : มุ่งเน้นการลดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ แอปพลิเคชัน เครือข่าย และฐานข้อมูล โดยใช้มาตรฐานการกำหนดค่าขั้นต่ำด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security Baseline Configuration Standard) และการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่รัดกุม ความจำเป็นคือการลด “พื้นผิวการโจมตี” (Attack Surface) ขององค์กร ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะใช้ช่องโหว่เพื่อเข้าถึงระบบ
แนวทางการจัดการการเชื่อมต่อระยะไกล (Remote Connection) (เอกสารแนบ 9): ให้แนวทางสำหรับความมั่นคงปลอดภัยของการทำงานจากระยะไกลตลอดวงจรชีวิตของการเชื่อมต่อ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ไปจนถึงการจัดการประเภทอุปกรณ์ (BYOD) และระดับการเข้าถึงที่แตกต่างกัน ความจำเป็นเกิดจากภูมิทัศน์การทำงานที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเชื่อมต่อระยะไกลเป็นจุดที่อ่อนแอและถูกโจมตีได้ง่าย
- Detect (มาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์) (เอกสารแนบ 12):
กำหนดให้หน่วยงานต้องสร้างกลไกและกระบวนการสำหรับการตรวจจับและเฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ รวมถึงการจัดประเภทและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ตรวจพบ และระบุภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับบริการสำคัญ โดยใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย (Log, IDS/IPS, DLP, SIEM) ความจำเป็นคือการ “มองเห็น” สิ่งผิดปกติในระบบได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถรับมือได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายร้ายแรง
- Respond (มาตรการเผชิญเหตุเมื่อมีการตรวจพบภัยคุกคามทางไซเบอร์): ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 มุ่งเน้นการตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุการณ์
แนวทางการจัดทำแผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (เอกสารแนบ 3): กำหนดโครงสร้างและบทบาทของทีมรับมือเหตุการณ์ (Cyber Incident Response Team-CIRT, Incident Handling Team-IHT) ขั้นตอนการตอบสนอง (Containment, Eradication, Recovery) และการเก็บรักษาหลักฐาน แผนนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้หน่วยงานสามารถ “จำกัดความเสียหาย” และ “กำจัดภัยคุกคาม” ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
แนวทางในการจัดทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต (เอกสารแนบ 13): กำหนดกระบวนการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรในสถานการณ์วิกฤต รวมถึงการกำหนดทีมสื่อสาร โฆษก และช่องทางการเผยแพร่ ความจำเป็นคือการ “จัดการการรับรู้” ของสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อลดความตื่นตระหนกและรักษาชื่อเสียงขององค์กร
- Recover (มาตรการรักษาและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์): มุ่งเน้นการกู้คืนระบบสู่สภาวะปกติ
แนวทางการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) (เอกสารแนบ 15) : กำหนดให้มีการจัดทำ BCP เพื่อให้หน่วยงานสามารถให้บริการที่สำคัญต่อไปได้แม้จะเกิดการหยุดชะงักจากภัยคุกคามไซเบอร์ รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA) เพื่อกำหนดระยะเวลาสูงสุดที่ยอมรับได้ (MTD, RTO, RPO) และระบุทรัพยากรที่จำเป็นในการกู้คืน ความจำเป็นคือการ “รับประกันความต่อเนื่อง” ของการดำเนินงานและบริการสำคัญของประเทศ
ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 – กลไกการขับเคลื่อนและการบังคับใช้
เอกสารประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุดคำแนะนำ แต่เป็นกรอบที่ได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกการขับเคลื่อนและการบังคับใช้ที่สำคัญ:
การตรวจสอบ (Audit) : หน่วยงานต้องมีการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุมัติ เพื่อประเมินประสิทธิผลและความเหมาะสมของมาตรการควบคุม นี่คือกลไกสำคัญในการรับรองว่าแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
การฝึกซ้อม (Exercise) : กำหนดให้มีการฝึกซ้อมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งสำหรับแผนสำคัญต่างๆ เพื่อทดสอบความพร้อมของบุคลากรและแผนงานจริง การฝึกซ้อมช่วยให้หน่วยงานระบุจุดอ่อนและปรับปรุงแนวทางการรับมืออย่างต่อเนื่อง
การรายงาน: กำหนดให้หน่วยงาน CII ต้องส่งผลสรุปรายงานการประเมินความเสี่ยงและรายงานการตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต่อ NCSA ภายใน 30 วันนับจากวันที่ดำเนินการแล้วเสร็จ กลไกการรายงานนี้ทำให้ NCSA สามารถติดตามสถานะภาพรวมของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศได้
ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568 – ความสำคัญและความจำเป็นในการดำเนินการ
การดำเนินการตามเอกสาร “ประกาศสกมช. พ.ศ. 2568” หรือ “ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติฯ” ฉบับนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด ดังนี้:
- การป้องกันความเสียหายร้ายแรง: ภัยคุกคามไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งทางตรง (เช่น การสูญเสียข้อมูล, ระบบล่ม, การเงิน) และทางอ้อม (เช่น เสียชื่อเสียง, ขาดความเชื่อมั่น, ผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับชาติ) การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เป็นการสร้างเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดโอกาสและความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- การรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน: สำหรับหน่วยงานของรัฐและ CII ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชน การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชนว่าข้อมูลของพวกเขาได้รับการปกป้องและบริการที่พวกเขาพึ่งพาจะไม่หยุดชะงัก
- การสร้างความพร้อมรับมือในภาวะวิกฤต: การมีแผนการรับมือ (Incident Response Plan) และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่ได้รับการฝึกซ้อมและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้หน่วยงานสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อการดำเนินงานให้เหลือน้อยที่สุด
- การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล: เอกสารฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดภายในประเทศ แต่ยังอ้างอิงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หลายฉบับ เช่น ISO, NIST การปฏิบัติตามจึงเป็นการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ
- การส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูล: การเน้นย้ำถึงแนวทางการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม (Information Sharing) แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจว่าภัยคุกคามไซเบอร์เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองระหว่างหน่วยงานจะช่วยสร้างความตระหนักรู้สถานการณ์ร่วมกัน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันของทุกภาคส่วน
ดังนั้น การดำเนินการตามเอกสารฉบับนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ความจำเป็นเร่งด่วนและต่อเนื่อง สำหรับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ รับประกันความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางภูมิทัศน์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การลงทุนลงแรงในวันนี้คือการป้องกันความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ในวันหน้า
อ่าน ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ. 2568 EP.1
ACinfotec เป็นผู้นำด้านการให้คำปรึกษาด้าน Cybersecurity มาอย่างยาวนานกว่า 20 เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในกำหนดกลยุทธ์ด้าน Cybersecurity ในทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ สถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทตลาดทุน กลุ่มบริษัทวินาศภัย
รับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
Email: sales@acinfotec.com หรือโทร 02-670-8980-4