Articles
แชร์

พ.ร.บ. ไซเบอร์ ประกาศใช้แล้ว องค์กรต้องปรับตัวอย่างไร!

พ.ร.บ ไซเบอร์ 2562 มีผลแล้ว องค์กรควรเตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งระบบข้อมูลและการดำเนินงาน รู้แนวทางป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ก่อนสาย!! คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเรา ทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัว มีคนจำนวนไม่น้อยใช้เวลาท่องอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่าในโลกจริงอีกด้วย เพราะการอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องใช้ “ข้อมูลจริง” เหมือนโลกที่เราใช้ชีวิตจริง จึงมีคนส่วนหนึ่งอาศัยโลกออนไลน์เป็นสถานที่ทำสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง และนำความเดือดร้อนมาสู่สังคม ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงต้องมีกฎหมายไซเบอร์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวมนั่นเอง เพราะภัยที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลต่อการมีชีวิตอยู่ในโลกจริง บางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เช่น หากมีผู้ประสงค์ร้ายต้องการก่อความวุ่นวายบนท้องถนน ก็อาจเข้าไปเจาะระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้หยุดทำงานหรือมีความผิดเพี้ยน  ทำให้รถชนกัน หรือรถติดเป็นเวลานาน เนื่องจากขาดระบบควบคุมการสัญจรของยานพาหนะ

พ.ร.บ. ไซเบอร์คืออะไร?

พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  คือกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดย พ.ร.บ. นี้ มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562  โดยมีสาระสำคัญคือแนวทางในการจัดการ การป้องกัน การรับมือ และการลดความเสี่ยงทางไซเบอร์ มีการประสานความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคคลากรและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการให้ความรู้และความตระหนักถึงภัยไซเบอร์อีกด้วย ใน พ.ร.บ. ไซเบอร์ฉบับนี้ ได้มีประกาศจัดตั้งคณะกรรมการ 3 คณะได้แก่
  1. คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กมช. (National Cyber Security Committee : NCSC) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอนโยบาย จัดทำแผนแม่บท กำหนดมาตรฐานและแนวทางส่งเสริมพัฒนา ยกระดับทักษะความรู้ของเจ้าหน้าที่ ประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมไปถึงการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ถูกกำหนดแล้ว
  2. คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กกม.  มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน      มีหน้าที่ดูแลและดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการในการประเมินความเสี่ยง การตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  3. คณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กบส. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลงานด้านการบริหารงานทั่วไป
ทั้งสามคณะทำงาน จะทำหน้าที่ดูแลโครงสร้างบริการพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านความมั่นคงของรัฐ ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ ด้านการเงินการธนาคาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ด้านการขนส่งและโลจิสติก ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ด้านสาธารณสุข และด้านอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเพิ่มเติม

พ.ร.บ. ไซเบอร์ กับการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ มีการแบ่งระดับของภัยคุกคาม ไว้ดังนี้
  1. ระดับไม่ร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความเสี่ยงทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือการให้บริการด้อยประสิทธิภาพลง
  2. ระดับร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีจุดมุ่งหมายในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศให้เสียหาย จนไม่สามารถทำงานหรือให้บริการได้
  3. ระดับวิกฤต หมายถึงภัยคุกคามที่มีระดับสูงกว่าระดับร้ายแรง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวทั้งระบบจนรัฐไม่สามารถควบคุมการทำงานส่วนกลางของระบบคอมพิวเตอร์ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชน กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน มีการก่อการร้าย มีการทำสงคราม
ในเชิงปฏิบัติ สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นั้น ไม่เพียงแต่เฉพาะหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศเท่านั้นที่จะต้องตระหนักและปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเฝ้าระวังภัย ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการทำงานของรัฐ  รวมถึงให้เบาะแสเพื่อการป้องกันแก้ไขอย่างทันท่วงที เป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ที่อาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามด้วย พร้อมทั้งมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือ โดยมีทั้งโทษปรับและจำคุก ในขณะเดียวกัน ก็มีบทลงโทษหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศที่ย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เช่น หากหน่วยงานฯ ละเลยไม่รายงานเหตุภัยคุกคาม โดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท เป็นต้น การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญของทุกองค์กร และต้องมีการดำเนินการให้ครอบคลุมองค์ประกอบ People-Process-Technology เอซีอินโฟเทคพร้อมให้บริการแก่องค์กรของท่านในทุก ๆ องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบ People

  • จัดอบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับพนักงาน (Cybersecurity Awareness)
  • ตรวจวัดภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ของพนักงาน (Cyber Health Check)
  • ทดสอบส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing Simulation)

องค์ประกอบ Process

  • วิเคราะห์ความสอดคล้องของการดำเนินงานขององค์กรเทียบกับกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ (Gap Analysis)
  • ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร (Audit)
  • ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของซัพพลายเออร์ (Supply Chain Audit)
  • ให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ ISO 27001, NIST CSF

องค์ประกอบ Technology

  • วัดระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภาพรวมขององค์กร (Cybersecurity Health Rating)
  • ดำเนินการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบ (Vulnerability Assessment / Penetration Testing)
  • จัดให้มีการค้นหาช่องโหว่ด้วยวิธี Bug Bounty
  • จัดการทดสอบรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber Exercise)

พ.ร.บ ไซเบอร์ กับแนวทางจัดทำ Cybersecurity Governance ภายในองค์กร

การจัดทำ Cybersecurity Governance ไม่ใช่เพียงการติดตั้งระบบป้องกันภัยไซเบอร์เท่านั้น แต่คือกระบวนการวางกรอบนโยบาย การควบคุม การติดตาม และการตอบสนองต่อความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

🔹 องค์ประกอบหลักของ Cybersecurity Governance

1. Cybersecurity Policy (นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)

เป็นเอกสารหลักที่ผู้บริหารต้องประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงไซเบอร์ในองค์กร เช่น

  • การใช้งานระบบ IT และข้อมูล

  • สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล

  • การป้องกันภัยคุกคาม

  • การจัดการเหตุการณ์ผิดปกติ
    นโยบายนี้ควรทบทวนและปรับปรุงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

2. Cybersecurity Risk Register (บัญชีความเสี่ยงด้านไซเบอร์)

คือการรวบรวมและประเมินรายการความเสี่ยงไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร เช่น

  • ช่องโหว่ระบบ

  • การโจมตีจากมัลแวร์

  • พนักงานเผลอเปิดอีเมลหลอกลวง
    โดยระบุระดับความรุนแรง ความเป็นไปได้ และแผนจัดการความเสี่ยงในแต่ละกรณี

3. Cybersecurity Risk Assessment (การประเมินความเสี่ยง)

องค์กรควรดำเนินการประเมินความเสี่ยงไซเบอร์อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับระบบสารสนเทศและกระบวนการธุรกิจ เช่น

  • ประเมินจาก Framework เช่น ISO/IEC 27005 หรือ NIST

  • วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis)

  • ประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)

4. Incident Response Plan (IRP) – แผนตอบสนองเหตุการณ์ไซเบอร์

แผนที่องค์กรต้องมีไว้เพื่อรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น ข้อมูลรั่วไหล การโจมตี DDoS หรือระบบถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยประกอบด้วย:

  • ขั้นตอนแจ้งเหตุและรายงาน

  • ทีมรับมือเหตุการณ์ (Cybersecurity Response Team)

  • แผนกู้คืนระบบ (Recovery Plan)

  • ช่องทางสื่อสารภายในและภายนอก
    องค์กรควรซ้อมแผน (Cyber Drill) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

สามารถติดต่อเราได้ที่ services@acinfotec.com หรือ โทร. 02 670 8980 ถึง 3 (จันทร์ – ศุกร์, 9:00 – 18:00 น.)
พ.ร.บ ไซเบอร์ 2562 มีผลแล้ว องค์กรควรเตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งระบบข้อมูลและการดำเนินงาน รู้แนวทางป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ก่อนสาย!! คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเรา ทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัว มีคนจำนวนไม่น้อยใช้เวลาท่องอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่าในโลกจริงอีกด้วย เพราะการอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องใช้ “ข้อมูลจริง” เหมือนโลกที่เราใช้ชีวิตจริง จึงมีคนส่วนหนึ่งอาศัยโลกออนไลน์เป็นสถานที่ทำสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง และนำความเดือดร้อนมาสู่สังคม ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงต้องมีกฎหมายไซเบอร์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวมนั่นเอง เพราะภัยที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลต่อการมีชีวิตอยู่ในโลกจริง บางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เช่น หากมีผู้ประสงค์ร้ายต้องการก่อความวุ่นวายบนท้องถนน ก็อาจเข้าไปเจาะระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้หยุดทำงานหรือมีความผิดเพี้ยน  ทำให้รถชนกัน หรือรถติดเป็นเวลานาน เนื่องจากขาดระบบควบคุมการสัญจรของยานพาหนะ

พ.ร.บ. ไซเบอร์คืออะไร?

พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  คือกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดย พ.ร.บ. นี้ มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562  โดยมีสาระสำคัญคือแนวทางในการจัดการ การป้องกัน การรับมือ และการลดความเสี่ยงทางไซเบอร์ มีการประสานความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคคลากรและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการให้ความรู้และความตระหนักถึงภัยไซเบอร์อีกด้วย ใน พ.ร.บ. ไซเบอร์ฉบับนี้ ได้มีประกาศจัดตั้งคณะกรรมการ 3 คณะได้แก่
  1. คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กมช. (National Cyber Security Committee : NCSC) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอนโยบาย จัดทำแผนแม่บท กำหนดมาตรฐานและแนวทางส่งเสริมพัฒนา ยกระดับทักษะความรู้ของเจ้าหน้าที่ ประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมไปถึงการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ถูกกำหนดแล้ว
  2. คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กกม.  มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน      มีหน้าที่ดูแลและดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการในการประเมินความเสี่ยง การตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  3. คณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กบส. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลงานด้านการบริหารงานทั่วไป
ทั้งสามคณะทำงาน จะทำหน้าที่ดูแลโครงสร้างบริการพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านความมั่นคงของรัฐ ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ ด้านการเงินการธนาคาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ด้านการขนส่งและโลจิสติก ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ด้านสาธารณสุข และด้านอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเพิ่มเติม

พ.ร.บ. ไซเบอร์ กับการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ มีการแบ่งระดับของภัยคุกคาม ไว้ดังนี้
  1. ระดับไม่ร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความเสี่ยงทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือการให้บริการด้อยประสิทธิภาพลง
  2. ระดับร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีจุดมุ่งหมายในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศให้เสียหาย จนไม่สามารถทำงานหรือให้บริการได้
  3. ระดับวิกฤต หมายถึงภัยคุกคามที่มีระดับสูงกว่าระดับร้ายแรง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวทั้งระบบจนรัฐไม่สามารถควบคุมการทำงานส่วนกลางของระบบคอมพิวเตอร์ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชน กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน มีการก่อการร้าย มีการทำสงคราม
ในเชิงปฏิบัติ สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นั้น ไม่เพียงแต่เฉพาะหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศเท่านั้นที่จะต้องตระหนักและปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเฝ้าระวังภัย ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการทำงานของรัฐ  รวมถึงให้เบาะแสเพื่อการป้องกันแก้ไขอย่างทันท่วงที เป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ที่อาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามด้วย พร้อมทั้งมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือ โดยมีทั้งโทษปรับและจำคุก ในขณะเดียวกัน ก็มีบทลงโทษหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศที่ย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เช่น หากหน่วยงานฯ ละเลยไม่รายงานเหตุภัยคุกคาม โดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท เป็นต้น การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญของทุกองค์กร และต้องมีการดำเนินการให้ครอบคลุมองค์ประกอบ People-Process-Technology เอซีอินโฟเทคพร้อมให้บริการแก่องค์กรของท่านในทุก ๆ องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบ People

  • จัดอบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับพนักงาน (Cybersecurity Awareness)
  • ตรวจวัดภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ของพนักงาน (Cyber Health Check)
  • ทดสอบส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing Simulation)

องค์ประกอบ Process

  • วิเคราะห์ความสอดคล้องของการดำเนินงานขององค์กรเทียบกับกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ (Gap Analysis)
  • ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร (Audit)
  • ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของซัพพลายเออร์ (Supply Chain Audit)
  • ให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ ISO 27001, NIST CSF

องค์ประกอบ Technology

  • วัดระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภาพรวมขององค์กร (Cybersecurity Health Rating)
  • ดำเนินการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบ (Vulnerability Assessment / Penetration Testing)
  • จัดให้มีการค้นหาช่องโหว่ด้วยวิธี Bug Bounty
  • จัดการทดสอบรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber Exercise)

พ.ร.บ ไซเบอร์ กับแนวทางจัดทำ Cybersecurity Governance ภายในองค์กร

การจัดทำ Cybersecurity Governance ไม่ใช่เพียงการติดตั้งระบบป้องกันภัยไซเบอร์เท่านั้น แต่คือกระบวนการวางกรอบนโยบาย การควบคุม การติดตาม และการตอบสนองต่อความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

🔹 องค์ประกอบหลักของ Cybersecurity Governance

1. Cybersecurity Policy (นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)

เป็นเอกสารหลักที่ผู้บริหารต้องประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงไซเบอร์ในองค์กร เช่น

  • การใช้งานระบบ IT และข้อมูล

  • สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล

  • การป้องกันภัยคุกคาม

  • การจัดการเหตุการณ์ผิดปกติ
    นโยบายนี้ควรทบทวนและปรับปรุงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

2. Cybersecurity Risk Register (บัญชีความเสี่ยงด้านไซเบอร์)

คือการรวบรวมและประเมินรายการความเสี่ยงไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร เช่น

  • ช่องโหว่ระบบ

  • การโจมตีจากมัลแวร์

  • พนักงานเผลอเปิดอีเมลหลอกลวง
    โดยระบุระดับความรุนแรง ความเป็นไปได้ และแผนจัดการความเสี่ยงในแต่ละกรณี

3. Cybersecurity Risk Assessment (การประเมินความเสี่ยง)

องค์กรควรดำเนินการประเมินความเสี่ยงไซเบอร์อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับระบบสารสนเทศและกระบวนการธุรกิจ เช่น

  • ประเมินจาก Framework เช่น ISO/IEC 27005 หรือ NIST

  • วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis)

  • ประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)

4. Incident Response Plan (IRP) – แผนตอบสนองเหตุการณ์ไซเบอร์

แผนที่องค์กรต้องมีไว้เพื่อรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น ข้อมูลรั่วไหล การโจมตี DDoS หรือระบบถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยประกอบด้วย:

  • ขั้นตอนแจ้งเหตุและรายงาน

  • ทีมรับมือเหตุการณ์ (Cybersecurity Response Team)

  • แผนกู้คืนระบบ (Recovery Plan)

  • ช่องทางสื่อสารภายในและภายนอก
    องค์กรควรซ้อมแผน (Cyber Drill) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

สามารถติดต่อเราได้ที่ services@acinfotec.com หรือ โทร. 02 670 8980 ถึง 3 (จันทร์ – ศุกร์, 9:00 – 18:00 น.)

คำถามที่พบบ่อย

พ.ร.บ. ไซเบอร์ 2562 คืออะไร?

พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศสำคัญ เช่น ด้านการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม และภาครัฐ

พ.ร.บ. ไซเบอร์ 2562 มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่?

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

องค์กรเอกชนที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ต้องปฏิบัติตามหรือไม่?

หากองค์กรของคุณอยู่ในกลุ่ม “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ” เช่น ธนาคาร, โรงพยาบาล, โทรคมนาคม, พลังงาน ฯลฯ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ. ไซเบอร์อย่างเคร่งครัด

ผู้บริหารองค์กรต้องมีบทบาทอย่างไร?

ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ต้องกำหนดนโยบายความมั่นคงไซเบอร์ สนับสนุนทรัพยากร จัดการความเสี่ยงระดับองค์กร และผลักดันการสร้างวัฒนธรรมไซเบอร์ภายในองค์กร

หากไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ไซเบอร์ จะมีโทษอะไรบ้าง?

องค์กรที่ไม่รายงานภัยคุกคามหรือไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ อาจถูกปรับไม่เกิน 200,000 บาท และในบางกรณีมีโทษจำคุกตามที่ระบุในกฎหมาย

พ.ร.บ. ไซเบอร์แตกต่างจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อย่างไร?

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี เช่น การแฮกข้อมูล หรือโพสต์ข้อมูลเท็จ ส่วน พ.ร.บ. ไซเบอร์ มุ่งเน้น “การป้องกันภัยไซเบอร์เชิงระบบ” และการรับมือกับภัยที่กระทบความมั่นคงของชาติ

องค์กรควรเริ่มต้นอย่างไร?

ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ความเสี่ยง, จัดทำนโยบายไซเบอร์, อบรมบุคลากร, ตรวจสอบช่องโหว่ และจัดให้มีแผนตอบสนองภัยคุกคาม รวมถึงประเมินความพร้อมตามหลัก People-Process-Technology

ISO-27701-01-1200x619
Advertorial-27701-WEB-scaled_11zon
ISO-27701-03-scaled_11zon
ติดต่อเรา
เพื่อรับคำปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ACinfotec พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์เคียงข้างคุณ ตั้งแต่ก้าวแรก… จนถึงการรับรอง

ติดต่อเรา เพื่อขอรับคำปรึกษาฟรี : services@acinfotec.com หรือโทร 02-670-8980-4
สามารดาวน์โหลดเอกสารแนะนำบริการของ ACinfotec ที่นี่