BIA (Business Impact Analysis): การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ
การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis) คือกระบวนการวิเคราะห์กิจกรรมการดำเนินงานในองค์กร และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจหากกิจกรรมดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักขึ้น ในการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ มีขั้นตอนหลัก ๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ
- การระบุกิจกรรมการดำเนินงาน (Business Process) เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือบริการขององค์กร
- การประเมินผลกระทบหากกิจกรรมดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหากิจกรรมสำคัญ (Critical Business Process) ขององค์กร
- การกำหนดกรอบระยะเวลาและเป้าหมายในการกลับมาดำเนินงานได้ของกิจกรรมสำคัญ (Critical Business Process) ขององค์กรหลังการหยุดชะงัก ซึ่งกรอบระยะเวลาและเป้าหมายที่ต้องกำหนดประกอบด้วยค่าต่าง ๆ ดังนี้คือ
- วัตถุประสงค์ความต่อเนื่องทางธุรกิจขั้นต่ำสุด (Minimum Business Continuity Objective หรือ MBCO) หมายถึง ระดับต่ำสุดของการบริการ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ที่องค์กรยอมรับโดยยังคงสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจในระหว่างเกิดการหยุดชะงัก
- ช่วงเวลาการหยุดชะงักที่ยอมรับได้สูงสุด (Maximum Tolerable Period of Disruption หรือ MTPD) หมายถึง ช่วงเวลาที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทำให้ไม่สามารถยอมรับได้จากการจัดส่งสินค้า หรือให้บริการ หรือดำเนินกิจกรรม หรือระยะเวลาที่การดำเนินงานขององค์กรสามารถหยุดชะงักได้นานที่สุด
- ระยะเวลาเป้าหมายในการฟื้นคืนสภาพ (Recovery Time Objective หรือ RTO) หมายถึง ระยะเวลาภายหลังจากเกิดอุบัติการณ์ขึ้นที่ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการต้องกลับคืนสภาพเดิม กิจกรรมต้องกลับมาดำเนินการได้ และทรัพยากรต้องได้รับการฟื้นฟู
- เป้าหมายของการฟื้นคืนสภาพ (Recovery Point Objective หรือ RPO) หมายถึง จุดซึ่งสารสนเทศที่ใช้ในกิจกรรมต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ หรือ ความถี่ในการสำรอง (backup) ข้อมูลขององค์กร
- การระบุทรัพยากรที่สนับสนุนกิจกรรมสำคัญ เพื่อให้กิจกรรมสำคัญเหล่านี้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้หลังจากเกิดเหตุหยุดชะงัก

ประโยชน์ของ BIA
การดำเนินการ Business Impact Analysis (BIA) ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมความพร้อม และจัดลำดับความสำคัญของการฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประโยชน์หลักของ BIA มีดังนี้:
1. BIA ทำให้องค์กรเข้าใจ Critical Business Function อย่างชัดเจน
-
ช่วยระบุว่ากิจกรรมใดเป็น กิจกรรมสำคัญ (Critical Business Function) ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง
-
ช่วยแยกแยะกิจกรรมที่ไม่สำคัญมากในช่วงเวลาฉุกเฉิน ลดภาระของทีมงาน
2. กำหนดลำดับความสำคัญในการกู้คืน (Recovery Priority)
-
ช่วยกำหนดว่า ต้องฟื้นฟูอะไรเป็นลำดับแรก รองลงมา และสุดท้าย
-
ลดความเสี่ยงของการขัดข้องที่อาจส่งผลต่อรายได้ ชื่อเสียง และการให้บริการลูกค้า
3. วางเป้าหมายเวลาในการกู้คืนอย่างเหมาะสม (Recovery Time Objective: RTO และ Recovery Point Objective: RPO)
-
ทำให้สามารถกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟูกิจกรรม และข้อมูล
-
ช่วยให้การลงทุนในระบบ IT หรือ Disaster Recovery สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ
4. BIA ช่วยวางกลยุทธ์ความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Strategy)
-
ข้อมูลจาก BIA เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดแผนและกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับลักษณะขององค์กร
-
รองรับการจัดทำ Business Continuity Plan (BCP)
5. เพิ่มความน่าเชื่อถือขององค์กร
-
แสดงถึงความพร้อมและความรับผิดชอบต่อคู่ค้า ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
-
สร้างความมั่นใจว่าธุรกิจสามารถดำเนินการต่อได้แม้เกิดเหตุไม่คาดคิด
6. รองรับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
-
เมื่อบริบทขององค์กรเปลี่ยนไป (เช่น เทคโนโลยีใหม่ หรือภัยคุกคามใหม่) BIA ช่วยให้สามารถปรับปรุงแผนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์
การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment: RA)

- ระบุภัยคุกคามต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร โดยประเภทของภัยคุกคามที่นำมาพิจารณาสามารถแบ่งได้เป็น
- ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ (Natural Disaster) เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว อุทกภัย วาตภัย โรคระบาด ฯลฯ
- ภัยคุกคามที่เกิดจากมนุษย์ (Manmade Disaster) เช่น การก่อการร้าย การชุมนุมประท้วง การชุมนุมทางการเมือง ฯลฯ
- ภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (Technology Disaster) เช่น ไฟฟ้าดับ การโจมตีทางไซเบอร์ ระบบสื่อสารใช้งานไม่ได้ ระบบไอทีล่ม ข้อมูลสูญหาย ฯลฯ
- ประเมินระดับผลกระทบ (Impact) ของภัยคุกคามดังกล่าวต่อองค์กรและวิเคราะห์โอกาสการเกิด (Likelihood) ของภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อนำมาหาระดับความเสี่ยง (Risk Score) ของแต่ละภัยคุกคามที่มีต่อองค์กร
- พิจารณาระดับความเสี่ยงของแต่ละภัยคุกคาม เพื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการหยุดชะงักใดที่จำเป็นต้องมีการจัดการความเสี่ยง
- กรณีเป็นความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่องค์กรไม่สามารถยอมรับได้ องค์กรต้องมีการระบุมาตรการจัดการความเสี่ยงที่มีความเหมาะสม

หากบริษัท/องค์กรของท่านมีความสนใจจัดทำและขอใบรับรองมาตรฐาน ISO 22301 ติดต่อเราได้ที่นี่