Articles
แชร์

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กับภาครัฐในการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลของข้อมูลภาครัฐ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐและเศรษฐกิจ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ให้ใช้ “กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับหน่วยงานของรัฐ สำหรับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้เกิดการรั่วไหล” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาระสำคัญของกรอบแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรฐานสากลอย่าง ISO/IEC 27001:2022 และ NIST CSF v2.0 มาปรับใช้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

หลักการพื้นฐานและมาตรฐานสากลของกรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญคือ การนำมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ NIST Cybersecurity Framework (CSF) v2.0 มาตรฐานทั้งสองนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศว่ามีโครงสร้างที่ครอบคลุมและเป็นระบบ การนำมาใช้ร่วมกันจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ
  • ISO/IEC 27001:2022: เน้นการจัดทำระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISMS) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีมาตรการควบคุมที่ชัดเจนถึง 93 รายการใน Annex A ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การจัดการทรัพยากรบุคคล การควบคุมทางกายภาพ และการควบคุมทางเทคนิคความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  • NIST CSF v2.0: เป็นกรอบการทำงานที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่าย โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 หน้าที่หลัก (Functions) ได้แก่ Govern, Identify, Protect, Detect, Respond และ Recover ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดการวงจรชีวิตของการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการกู้คืน
การผสมผสานแนวทางของทั้งสองมาตรฐานจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือที่แข็งแกร่งในการประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สาระสำคัญตามแนวทางหลักของกรอบแนวทางการดำเนินการสร้าง “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นี้ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 แนวทางหลักที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอบเขตการพัฒนาระบบงาน แนวทางนี้มุ่งเน้นที่การสร้างระบบให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง (Security by Design & by Default) สาระสำคัญประกอบด้วย 1.1 การใช้แนวทางมาตรฐาน: ในการออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาระบบ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น 1.2 การใช้ข้อมูลในการทดสอบ: งดใช้ข้อมูลจริงในการทดสอบระบบหากมีความจำเป็นในการทดสอบให้ลบข้อมูลออกภายใน 3 วัน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น 1.3 เกณฑ์การเลือกบริษัทพัฒนา: ต้องกำหนดเกณฑ์การเลือกบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์และผ่านมาตรฐานการรับรอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น 1.4 การกำกับดูแลและการทดสอบความปลอดภัย: ควรกำหนดให้มีติดตามการให้บริการและทำการทดสอบความปลอดภัยเป็นประจำ ทั้งในช่วงการพัฒนาและก่อนการใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น
  1. การพัฒนาบุคลากร
บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในห่วงโซ่ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับการอบรมและสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย: โดยจัดอบรมสำหรับผู้พัฒนาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเรื่องการออกแบบและพัฒนาระบบให้ปลอดภัย และสร้างการรับรู้: ควรสร้างการรับรู้ในเรื่องภัยคุกคามไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น
  1. การติดตามและประเมินผล
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้เน้นการตรวจสอบและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ โดยให้มีการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของระบบอย่างสม่ำเสมอ และควรตรวจสอบความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น
  1. การดำเนินการในสัญญาจ้าง
การจัดจ้างผู้พัฒนาระบบภายนอกมีความเสี่ยงที่สำคัญหากไม่มีการกำกับดูแลที่รัดกุม ความรับผิดชอบในสัญญากำหนดให้ผู้รับจ้างเข้าใจและรับผิดชอบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น
  1. มาตรการด้านความปลอดภัย
5.1 กลไกเฝ้าระวังเฝ้าระวังเพื่อแจ้งเตือนและตอบสนองต่อการโจมตีหรือช่องโหว่อย่างรวดเร็ว และ จัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น 5.2 การอัปเดตระบบและการปิดระบบที่ไม่ได้ใช้งาน: ควรสนับสนุนการปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และควรกำหนดให้มีระบบที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น 5.3 การปฏิบัติตามประกาศฯ: ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 อาทิเช่น

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลของข้อมูลภาครัฐ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐและเศรษฐกิจ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ให้ใช้ “กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับหน่วยงานของรัฐ สำหรับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้เกิดการรั่วไหล” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาระสำคัญของกรอบแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรฐานสากลอย่าง ISO/IEC 27001:2022 และ NIST CSF v2.0 มาปรับใช้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

หลักการพื้นฐานและมาตรฐานสากลของกรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญคือ การนำมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ NIST Cybersecurity Framework (CSF) v2.0 มาตรฐานทั้งสองนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศว่ามีโครงสร้างที่ครอบคลุมและเป็นระบบ การนำมาใช้ร่วมกันจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ

  • ISO/IEC 27001:2022: เน้นการจัดทำระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISMS) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีมาตรการควบคุมที่ชัดเจนถึง 93 รายการใน Annex A ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การจัดการทรัพยากรบุคคล การควบคุมทางกายภาพ และการควบคุมทางเทคนิคความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  • NIST CSF v2.0: เป็นกรอบการทำงานที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่าย โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 หน้าที่หลัก (Functions) ได้แก่ Govern, Identify, Protect, Detect, Respond และ Recover ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดการวงจรชีวิตของการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการกู้คืน

การผสมผสานแนวทางของทั้งสองมาตรฐานจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือที่แข็งแกร่งในการประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สาระสำคัญตามแนวทางหลักของกรอบแนวทางการดำเนินการสร้าง “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นี้ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 แนวทางหลักที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขอบเขตการพัฒนาระบบงาน

แนวทางนี้มุ่งเน้นที่การสร้างระบบให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง (Security by Design & by Default) สาระสำคัญประกอบด้วย

1.1 การใช้แนวทางมาตรฐาน: ในการออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาระบบ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

1.2 การใช้ข้อมูลในการทดสอบ: งดใช้ข้อมูลจริงในการทดสอบระบบหากมีความจำเป็นในการทดสอบให้ลบข้อมูลออกภายใน 3 วัน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

1.3 เกณฑ์การเลือกบริษัทพัฒนา: ต้องกำหนดเกณฑ์การเลือกบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์และผ่านมาตรฐานการรับรอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

1.4 การกำกับดูแลและการทดสอบความปลอดภัย: ควรกำหนดให้มีติดตามการให้บริการและทำการทดสอบความปลอดภัยเป็นประจำ ทั้งในช่วงการพัฒนาและก่อนการใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

  1. การพัฒนาบุคลากร

บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในห่วงโซ่ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับการอบรมและสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย: โดยจัดอบรมสำหรับผู้พัฒนาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเรื่องการออกแบบและพัฒนาระบบให้ปลอดภัย และสร้างการรับรู้: ควรสร้างการรับรู้ในเรื่องภัยคุกคามไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

  1. การติดตามและประเมินผล

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้เน้นการตรวจสอบและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ โดยให้มีการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของระบบอย่างสม่ำเสมอ และควรตรวจสอบความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

  1. การดำเนินการในสัญญาจ้าง

การจัดจ้างผู้พัฒนาระบบภายนอกมีความเสี่ยงที่สำคัญหากไม่มีการกำกับดูแลที่รัดกุม ความรับผิดชอบในสัญญากำหนดให้ผู้รับจ้างเข้าใจและรับผิดชอบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

  1. มาตรการด้านความปลอดภัย

5.1 กลไกเฝ้าระวังเฝ้าระวังเพื่อแจ้งเตือนและตอบสนองต่อการโจมตีหรือช่องโหว่อย่างรวดเร็ว และ จัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

5.2 การอัปเดตระบบและการปิดระบบที่ไม่ได้ใช้งาน: ควรสนับสนุนการปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และควรกำหนดให้มีระบบที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ กรอบ NIST Cybersecurity Framework อาทิเช่น

5.3 การปฏิบัติตามประกาศฯ: ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการควบคุมตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 อาทิเช่น

บทสรุปของกรอบแนวทางการดำเนินการสร้าง “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

กรอบแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน การบูรณาการมาตรฐานสากลอย่าง ISO/IEC 27001 และ NIST CSF อย่างไรก็ตามมีมาตรฐานเฉพาะตัวอื่นทีมมีความเกี่ยวเนื่องกับกรอบแนวทางการดำเนินการฯ นี้ เช่น มาตรการการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ISO 27701 มาตรฐานการปกป้องข้อมูลบนระบบคลาวด์ ISO/IEC 27017 โดยมาตรฐานเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถสร้างระบบการทำงานที่มีความมั่นคงปลอดภัยในทุกมิติ ตั้งแต่การวางแผน การพัฒนา การปฏิบัติงาน ไปจนถึงการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การดำเนินการตามแนวทางนี้อย่างจริงจังจะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ยกระดับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงและปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)  

ข้อมูล ISO 27001 เพิ่มเติม

ข้อมูล NIST CSF เพิ่มเติม

ACinfotec เป็นผู้นำด้านการให้คำปรึกษาด้าน Cybersecurity มาอย่างยาวนานกว่า 20 เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในกำหนดกลยุทธ์ด้าน Cybersecurity ในทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ สถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทตลาดทุน กลุ่มบริษัทวินาศภัย

เริ่มต้นสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้หน่วยงานของคุณตั้งแต่วันนี้ รับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Email: sales@acinfotec.com หรือโทร 02-670-8980-4

 

ISO-27701-01-1200x619
Advertorial-27701-WEB-scaled_11zon
ISO-27701-03-scaled_11zon
ติดต่อเรา
เพื่อรับคำปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ACinfotec พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์เคียงข้างคุณ ตั้งแต่ก้าวแรก… จนถึงการรับรอง

ติดต่อเรา เพื่อขอรับคำปรึกษาฟรี : services@acinfotec.com หรือโทร 02-670-8980-4
สามารดาวน์โหลดเอกสารแนะนำบริการของ ACinfotec ที่นี่