Research Article โดย Dr. Manhattan, Cybereer และ ทีม R&D ACinfotec
Mega Data Breach หรือเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลระดับหนึ่งล้านรายการขึ้นไป เกิดขึ้นบ่อยครั้งในต่างประเทศ และทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะหลัง ทั้งในด้านความถี่ของเหตุการณ์และจำนวนข้อมูลที่รั่วไหล เว็บไซต์ csoonline.com ได้จัดอันดับ 15 biggest data breaches of the 21st century ไว้ซึ่งมีหน่วยงานชั้นนำจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางไซเบอร์และถูกผู้โจมตีขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานออกไปเป็นจำนวนมหาศาล
ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกแถลงการณ์ยอมรับถึงการรั่วไหลและการถูกขโมยข้อมูลผู้ป่วยกว่า 16 ล้านรายการ โดยข้อมูลได้ถูกนำออกไปและโพสต์ขายในเว็บ raidforums.com ซึ่งเป็น เว็บไซต์ที่มักมีการขายข้อมูลที่ได้จากการโจรกรรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ โดยข้อมูลนั้นประกอบไปด้วย ข้อมูลผู้ป่วย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รหัสประจำตัว วันเดือนปีเกิด ชื่อโรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งรายละเอียดที่เกิดขึ้นกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน [2]
หน้าเว็บ raidforums.com ที่มีการขายข้อมูล (Leaks Market)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้อมูลของคนไทยรั่วไหลและถูกนำไปขายโดยมิจฉาชีพ แต่ยังมีอีกหลายครั้ง ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว และที่น่ากังวลใจคือสาเหตุของข้อมูลรั่วไหลหลายครั้งมาจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งควรต้องปกป้องข้อมูลของประชาชนให้ดีกว่านี้ข้อมูลของประชาชนที่อยู่ในความดูแลของภาครัฐ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ข้อมูลจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทุกวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดให้บริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการก้าวไปสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ และในช่วงปี 2563-2564 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยิ่งกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานเร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และระบบฐานข้อมูลของตนเอง เพื่อเปิดเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง หมอพร้อม ไทยชนะ คนละครึ่ง และอีกมากมาย ช่องทางที่สร้างขึ้นเหล่านี้นอกจากจะให้ประโยชน์กับประชาชนแล้ว ก็อาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าถึงข้อมูลของประชาชนได้เช่นกัน เปรียบเสมือนความสะดวกสบายที่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากระบบเหล่านี้เป็นของหน่วยงานภาครัฐที่ควรจะมีความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่เชื่อถือได้ รวมถึงเป็นช่องทางที่ประชาชนจะเข้าถึงสิทธิและการเยียวยาของภาครัฐภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้คนไทยเกือบทุกคนต้องใช้งานระบบและแอปพลิเคชันเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเหตุการณ์การรั่วไหลและการถูกขโมยข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความพลั้งพลาดของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยไม่สามารถป้องกันตนเองได้ และแน่นอนว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะยังคงอยู่กับประเทศไทยไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง“จากเหตุการณ์การรั่วไหลและการถูกขโมยข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความพลั้งพลาดของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยไม่สามารถป้องกันตนเองได้ และแน่นอนว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะยังคงอยู่กับประเทศไทยไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง”
การรั่วไหลของข้อมูลยังไม่จบและอาจเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้
จากประสบการณ์ของทีมงานเอซีอินโฟเทคที่เคยตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 หน่วยงาน ร่วมด้วยทีมนักวิจัยในเครือข่ายของเรา ในบทความนี้เราจะเปิดเผยและวิเคราะห์สองสาเหตุหลักที่นำไปสู่การทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหล ได้แก่ (1) จุดอ่อนในแอปพลิเคชันจากหน่วยงานภาครัฐ และ (2) จุดอ่อนในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ
หน้าเว็บ raidforums.com ที่มีการขายข้อมูล (Leaks Market)
จุดอ่อนในแอปพลิเคชันจากหน่วยงานภาครัฐ
แอปพลิเคชันเป็นหนึ่งในช่องทางที่เปิดให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการของรัฐได้ง่ายขึ้น แอปพลิเคชันเหล่านี้เปิดให้ผู้ใช้ทำการเพิ่มและเรียกดูข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นชัดในช่วงปี 2563-2564 คือ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่รัฐบาลจัดทำเพื่อให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิต่าง เช่น แอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของประชาชน [3] แอปพลิเคชันหมอพร้อม ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียนเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 และสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของประชาชน [4] เป็นต้น
ตัวอย่างหน้าแอพลิเคชันเป๋าตังและแอพลิเคชันหมอพร้อม
เราได้ทำการรีวิวแอปพลิเคชันเหล่านี้ในเบื้องต้น และพบว่ามีแอปพลิเคชั่นจากหน่วยงานภาครัฐบางตัวยังมีจุดอ่อน (weakness) หลายประการที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ อายุ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทั้งนี้เนื่องมาจากความผิดพลาดในขั้นตอนของการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ไม่ได้คำนึงถึงว่าผู้โจมตีนั้นจะสามารถศึกษาตัวแอปพลิเคชันในเชิงวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) เพื่อค้นหาจุดอ่อนและใช้จุดอ่อนที่พบในการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของประชาชน“มีแอปพลิเคชั่นจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังมีจุดอ่อนหลายประการที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้”
จุดอ่อนในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ
เนื่องจากผู้โจมตีมักค้นหาช่องโหว่ต่าง ๆ ที่มีในระบบเพื่อใช้ในการโจมตี โดยเฉพาะระบบที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หากพบว่ามีฐานข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ (open database) ผู้โจมตีจะเริ่มการค้นหาจุดอ่อนของฐานข้อมูลนั้น เทคนิคการโจมตีนี้เป็นเทคนิคพื้นฐานและเป็นขั้นตอนเบื้องต้นเพื่อหาทางเข้าถึงข้อมูลละเอียดอ่อนที่อยู่ในฐานข้อมูล [5, 6] ทีมนักวิจัยในเครือข่ายของเอซีอินโฟเทค พบว่าหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานมีข้อผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลของประชาชนได้ โดยเราได้ค้นพบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่งที่มีข้อมูลของประชาชนมากกว่า 1.6 ล้านรายการที่มีความเสี่ยงนี้ และเชื่อว่าผู้ไม่ประสงค์ดีจะสามารถนำข้อมูลของประชาชนออกไปจากฐานข้อมูลดังกล่าวได้ และมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด อายุ หมายเลขโทรศัพท์ เลขที่บัตรประชาชน เป็นต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะมีผลกระทบที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วอย่างมาก สาเหตุหลักของปัญหาคือ ผู้จัดทำระบบของหน่วยงานขาดความระมัดระวังและความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยในการจัดทำระบบ ทำให้มีจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของหน่วยงานได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง“ฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่งที่มีข้อมูลของประชาชนมากกว่า 1.6 ล้านรายการมีความเสี่ยงนี้ และเชื่อว่าผู้ไม่ประสงค์ดีจะสามารถนำข้อมูลของประชาชนออกไปจากฐานข้อมูลดังกล่าวได้ โดยมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด อายุ หมายเลขโทรศัพท์ เลขที่บัตรประชาชน เป็นต้น”
ข้อผิดพลาดที่เกิดขี้นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยเกิดขึ้นแล้วในระบบและแอปพลิเคชันชื่อดังมามากมาย เช่น [7, 8, 9] และมักเกิดจากข้อผิดพลาดของผู้พัฒนาระบบที่ไม่มีการตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม [10] ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐต้องมีการควบคุม ตรวจสอบ และจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลและป้องกันความเสี่ยง ก่อนเผยแพร่แอปพลิเคชั่นให้ประชาชนใช้งาน เพื่อไม่ให้จุดอ่อนเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือของผู้ไม่ประสงค์ดี
ก้าวไปสู่การป้องกันทางไซเบอร์เชิงรุก
หากถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่พวกเราทุกคนต้องให้ความสำคัญกับป้องกันทางไซเบอร์เชิงรุก” คำตอบคงอยู่ที่พวกเรา “ทุกคน” และ “ทุกองค์กร” ในฐานะผู้ใช้งานเทคโนโลยี พวกเราทุกคนต้องรู้ให้เท่าทันกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจมีต่อตัวเรา ไม่ต่างจากการที่ทุกคนต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง รวมถึงป้องกันเชิงรุกด้วยการฉีดวัคซีน เพื่อให้ปลอดภัยจาก COVID-19 และก็เหมือนกับการป้องกัน COVID-19 หน่วยงานภาครัฐย่อมมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างความตระหนักด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับประชาชน และทำการป้องกันเชิงรุกด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) และแอปพลิเคชันที่มีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล“จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐต้องมีการควบคุม ตรวจสอบ และจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลและป้องกันความเสี่ยง ก่อนเผยแพร่แอปพลิเคชั่นให้ประชาชนใช้งาน”
การป้องกันเชิงรุกนี้ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และทำให้ดีที่สุด (best effort) โครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เป็นงานด้าน Cybersecurity ก็ควรใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกแบบ Price-Performance ไม่ใช่เลือกที่ราคาถูกที่สุด หากการป้องกันทางไซเบอร์เชิงรุก (proactive cyber defence) เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 เราจะเลือกวัคซีนที่ถูกที่สุด หรือวัคซีนที่ดีทีสุด ทุกคนคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว