พ.ร.บ. ไซเบอร์คืออะไร?
พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดย พ.ร.บ. นี้ มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญคือแนวทางในการจัดการ การป้องกัน การรับมือ และการลดความเสี่ยงทางไซเบอร์ มีการประสานความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคคลากรและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการให้ความรู้และความตระหนักถึงภัยไซเบอร์อีกด้วย ใน พ.ร.บ. ไซเบอร์ฉบับนี้ ได้มีประกาศจัดตั้งคณะกรรมการ 3 คณะได้แก่- คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กมช. (National Cyber Security Committee : NCSC) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอนโยบาย จัดทำแผนแม่บท กำหนดมาตรฐานและแนวทางส่งเสริมพัฒนา ยกระดับทักษะความรู้ของเจ้าหน้าที่ ประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมไปถึงการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ถูกกำหนดแล้ว
- คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กกม. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน มีหน้าที่ดูแลและดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการในการประเมินความเสี่ยง การตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
- คณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กบส. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลงานด้านการบริหารงานทั่วไป
พ.ร.บ. ไซเบอร์ กับการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ มีการแบ่งระดับของภัยคุกคาม ไว้ดังนี้- ระดับไม่ร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความเสี่ยงทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือการให้บริการด้อยประสิทธิภาพลง
- ระดับร้ายแรง หมายถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีจุดมุ่งหมายในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศให้เสียหาย จนไม่สามารถทำงานหรือให้บริการได้
- ระดับวิกฤต หมายถึงภัยคุกคามที่มีระดับสูงกว่าระดับร้ายแรง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวทั้งระบบจนรัฐไม่สามารถควบคุมการทำงานส่วนกลางของระบบคอมพิวเตอร์ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชน กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน มีการก่อการร้าย มีการทำสงคราม
องค์ประกอบ People
- จัดอบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับพนักงาน (Cybersecurity Awareness)
- ตรวจวัดภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ของพนักงาน (Cyber Health Check)
- ทดสอบส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing Simulation)
องค์ประกอบ Process
- วิเคราะห์ความสอดคล้องของการดำเนินงานขององค์กรเทียบกับกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ (Gap Analysis)
- ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร (Audit)
- ตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของซัพพลายเออร์ (Supply Chain Audit)
- ให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ ISO 27001, NIST CSF
องค์ประกอบ Technology
- วัดระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภาพรวมขององค์กร (Cybersecurity Health Rating)
- ดำเนินการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบ (Vulnerability Assessment / Penetration Testing)
- จัดให้มีการค้นหาช่องโหว่ด้วยวิธี Bug Bounty
- จัดการทดสอบรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber Exercise)
พ.ร.บ ไซเบอร์ กับแนวทางจัดทำ Cybersecurity Governance ภายในองค์กร
การจัดทำ Cybersecurity Governance ไม่ใช่เพียงการติดตั้งระบบป้องกันภัยไซเบอร์เท่านั้น แต่คือกระบวนการวางกรอบนโยบาย การควบคุม การติดตาม และการตอบสนองต่อความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
🔹 องค์ประกอบหลักของ Cybersecurity Governance
1. Cybersecurity Policy (นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)
เป็นเอกสารหลักที่ผู้บริหารต้องประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงไซเบอร์ในองค์กร เช่น
-
การใช้งานระบบ IT และข้อมูล
-
สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล
-
การป้องกันภัยคุกคาม
-
การจัดการเหตุการณ์ผิดปกติ
นโยบายนี้ควรทบทวนและปรับปรุงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2. Cybersecurity Risk Register (บัญชีความเสี่ยงด้านไซเบอร์)
คือการรวบรวมและประเมินรายการความเสี่ยงไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร เช่น
-
ช่องโหว่ระบบ
-
การโจมตีจากมัลแวร์
-
พนักงานเผลอเปิดอีเมลหลอกลวง
โดยระบุระดับความรุนแรง ความเป็นไปได้ และแผนจัดการความเสี่ยงในแต่ละกรณี
3. Cybersecurity Risk Assessment (การประเมินความเสี่ยง)
องค์กรควรดำเนินการประเมินความเสี่ยงไซเบอร์อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับระบบสารสนเทศและกระบวนการธุรกิจ เช่น
-
ประเมินจาก Framework เช่น ISO/IEC 27005 หรือ NIST
-
วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis)
-
ประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)
4. Incident Response Plan (IRP) – แผนตอบสนองเหตุการณ์ไซเบอร์
แผนที่องค์กรต้องมีไว้เพื่อรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น ข้อมูลรั่วไหล การโจมตี DDoS หรือระบบถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยประกอบด้วย:
-
ขั้นตอนแจ้งเหตุและรายงาน
-
ทีมรับมือเหตุการณ์ (Cybersecurity Response Team)
-
แผนกู้คืนระบบ (Recovery Plan)
-
ช่องทางสื่อสารภายในและภายนอก
องค์กรควรซ้อมแผน (Cyber Drill) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
สามารถติดต่อเราได้ที่ services@acinfotec.com หรือ โทร. 02 670 8980 ถึง 3 (จันทร์ – ศุกร์, 9:00 – 18:00 น.)